สิวหิน หรือ สิวข้าวสาร คืออะไร

สิวหิน หรือ สิวข้าวสาร คืออะไร

สิวหิน หรือ สิวข้าวสาร คืออะไร

หลายคนอาจจะเกิดความกังวล และสงสัยเมื่อเป็นสิวบริเวณใต้ตา และจมูกไม่ยอมหายสักทีเป็นตุ่มเล็กๆ บริเวณใบหน้านั่นคือ สิวหิน หรือ สิวข้าวสาร ถ้าหากสังเกตดีๆ ก็อาจจะแยกจาก สิวอุดตัน ธรรมดาได้ไม่ยาก ตามหลักการแพทย์คือ เนื้องอกโดยเป็นลักษณะตุ่มนูนขนาดเล็กสีขาวขุ่น หรือสีเหลือง มักเกิดบริเวณรอบดวงตาไม่มีอาการคัน หรือเจ็บ มีจำนวนมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับบุคคล หรือกรรมพันธุ์แต่จำนวนมักจะเพิ่มขึ้นตามอายุเรื่อยๆ สิวหินมักเป็นเนื้องอกที่ไม่มีอันตราย และไม่กลายเป็นเนื้อร้าย แต่มักก่อให้เกิดความกังวล หรือความรำคาญใจเท่านั้นในแง่ของความสวย ก็อาจจะทำให้ผิวไม่รีบเนียนขาดความมั่นใจ เนื่องจากสิวดังกล่าวมักเป็นบริเวณรอบดวงตา หรือเป็นบริเวณที่สามารถสังเกตได้ง่าย

สิวหิน หรือ สิวข้าวสาร คืออะไร
สิวหิน หรือ สิวข้าวสาร คืออะไร


สิวหินคืออะไร ทำความรู้จักกับสิวหินกัน

สิวหิน (acne vulgaris) คือเนื้องอกที่เกิดขึ้นบริเวณต่อมเหงื่อเ ป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ร้ายแรง หรือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง สามารถพบได้บ่อยในวัยรุ่นเพศหญิงโดยเฉพาะชาวเอเชียที่มีสีผิวค่อนข้างเข้ม ชาวเคลเอเชีย และผู้ที่มีเชื้อสายญี่ปุ่น คือเนื้อเยื่อที่เกิดจากเซลล์แบ่งตัวและเจริญอย่างผิดปกติ โดยมีลักษณะดังนี้

  • ลักษณะของสิวหินใต้ตา จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนหลายเม็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-3 มิลลิเมตร มีสีเดียวกันกับผิวหนัง สีขาวซีด หรือมีก้อนแข็งบางคนอาจจะมีสีเหลืองในกรณีผู้ที่ป่วยมีเม็ดสีผิวเข้ม
  • ลักษณะของสิวหินใต้ตา และสิวหินบริเวณอื่น มักจะปรากฏอยู่ภายตามใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มใต้ตา และเปลือกตานอกจากนี้ยังสามารถพบได้บริเวณหนังศีรษะอวัยวะเพศภายนอกของผู้หญิงอวัยวะเพศชาย หน้าอก รักแร้ เป็นต้น
  • โดยปกติทั่วไปสิวหินจะเป็นโรคที่ไม่ได้ทำให้เกิดความเจ็บปวด และไม่สามารถเจริญเติบโตไปเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งได้ เพียงแต่จะสร้างความรำคาญ หรือรู้สึกไม่สวยงามเมื่อส่องกระจกเท่านั้นทั้งนี้มีรายงานว่าสิวหิน หรือ สิวข้าวสาร ทำให้รู้สึกเจ็บหรือคันได้เช่นกัน โดยเฉพาะเวลาที่เหงื่อออกแต่ก็พบในบางรายเท่านั้น
  • การรักษาสามารถทำได้โดยการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ เลเซอร์ก้อนสิวหินออก เนื่องจากสิวหัวสิวอยู่ค่อนข้างลึกจึงแนะนำให้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์ เพื่อลดอาการอักเสบ หรือการเกิดแผลเป็น


สิวข้าวสารคืออะไร ทำความรู้จักกับสิวข้าวสารกัน

  • สิว ข้าวสาร เป็น สิวอุดตัน ของต่อมเหงือกมักเกิดร่วมกับการรบกวนผิวเช่น การเกิดหลังแผลเป็นหรือมีการขัดถูผิวลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็กประมาณ 1-3 มิลลิเมตร สีขาวแข็งเล็กน้อย ตำแหน่งที่พบบ่อยจะเป็นบริเวณรอบดวงตาโหนกแก้ม และจมูก
  • โดยการรักษาสิวข้าวสารสามารถรักษาได้โดยการใช้เข็มสะกิดแล้วใช้ไม้กดสิวกดออกวิธีการนี้อาจจะทำให้ผิวช้ำ และเกิดแผลได้ อีกวิธีคือการเลเซอร์โดยการใช้คาร์บอนไดออกไซด์เปิดหัวสิวก่อน กดออกซึ่งเป็นวิธีการที่เจ็บน้อยกว่าแ ละสามารถทำซ้ำได้

ปัจจัยที่ทำให้เกิด สิวหิน

ปัจจัยในการเกิดสิวหิน เกิดจากต่อมท่อเหงือกจับกลุ่มกั นและรวมตัวกันเป็นเนื้อเยื่อไฟบรัส( fibrous stroma )เกิดเป็นก้อนเนื้องอกใต้ผิวหนังขึ้น ปัจจัยหลักในการเกิดสิวหินยังไม่มีรายงานแน่ชัด บางครั้งอาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือบางครั้งอาจจะเกิดจากต่อมเหงื่อที่ทำงานมากเกินไป จนแบ่งเซลล์ผิดปกติบางกรณีอาจเกิดจากพันธุกรรมก็ได้โดยมีการรายงานว่าสิวหิน สามารถเป็นผลข้างเคียงจากโรค หรือการเกิดโดยสัมพันธ์กับโรคบางอย่างอย่างเช่น ภาวะดาวซินโดรม และโรคเบาหวาน


บริเวณที่มักพบ สิวหินและ สิวข้าวสาร

สิวหินและ สิว ข้าวสาร ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นตามร่างกาย และส่วนต่างๆ บนใบหน้าเป็นก้อนเนื้องอกใต้ผิวหนังส่วนสาเหตุก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละบุคคลตำแหน่งที่มักพบบ่อยของการเกิดสิวหิน จะมีดังนี้

  • สิวหินใต้ตา และเปลือกตา เกิดขึ้นกระจายตัวอยู่รอบๆ ดวงตาจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่ได้เป็นสิวหินจำนวนมากนัก รักษาได้ยากเนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้บริเวณรอบดวงตาที่มีความบอกบาง และบางครั้งสิวหินอาจสามารถลุกลามไปถึงบริเวณโหนกแก้มได้
  • สิวหินบริเวณหน้าอก และลำตัว ในกรณีที่เป็นสิวเห็นจำนวนมากจะปรากฏที่หน้าอก และหน้าท้องแขนขาบางกรณีที่เป็นรุนแรงอาจจะพบสิวหิน เป็นตุ่มสีน้ำตาลแดงจำนวนมากที่ต้นขา และขาหนีบร่วมด้วยแต่ก็พบได้น้อยมากทั้งนี้สิวหินแต่ละบริเวณจะมีลักษณะนูนเล็ก และสาเหตุของการเกิดที่เหมือนกัน
การกำจัด และรักษาสิวหิน สิวอุตตัน
การกำจัด และรักษาสิวหิน สิวอุตตัน


การกำจัด และรักษาสิวหิน

ในกรณีที่มีสิวหิน เป็นจำนวนมาก มีวิธีการรักษา หรือไม่ ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่าสิวหินสามารถรักษาได้เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่อันตรายแม้ปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่มีผลด้านสุขภาพ ส่วนการรักษาที่นิยมก็จะมีวิธีการดังนี้

  • การรักษาด้วยเลเซอร์ โดยจะต้องรักษากับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ผู้ที่รักการรักษาที่มีผิวเข้มอาจจะเสี่ยงเป็นแผลเป็นได้มากกว่าผู้ที่มีสีผิวอ่อน เพราะการรักษาแพทย์จะให้รองรักษาในจุดเล็กๆ ก่อนเพื่อดูว่าเป็นแผลเป็นหรือไม่ เลเซอร์ที่นิยมรักษาสำหรับสิวหินที่มีสิวผิวเข้มจะนิยมใช้ (erbium yag laser) ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็น และเป็นแผลเป็นได้น้อยกว่าเมื่อรักษากับผู้ที่มีสีผิวเข้ม โดยการรักษาจะใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว และเห็นผลลัพธ์การรักษาภายใน 5-14 วัน สำหรับผู้ที่มีผิวเข้มหลังการรักษาอาจจะทำให้เกิดภาวะการสร้างเม็ดสีมาก หรือน้อยกว่าปกติ
  • การรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้า โดยจะต้องรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเมื่อใช้ไฟฟ้าจี้หัวสิว ความร้อนจากไฟฟ้าจะไปทำลายเนื้อเยื่อที่ผิดปกติอย่างสิวหิน และทำลายเส้นเลือดในก้อนเนื้อให้สิวหินออกไปทำแค่ครั้งเดียวก็สามารถหายได้ แต่มีความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นเช่นกัน แต่โอกาสเกิดค่อนข้างน้อยเหมือนกับการทำเลเซอร์
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด สำหรับผู้ที่เป็นสิวหิน และ สิวข้าวสาร ที่มีขนาดใหญ่จะต้องนำเนื้องอกออกมาแต่ส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้กันแม้จะสามารถนำหัวสิวออกมาจากผิวหนังได้หมดแต่มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดแผลเป็น และยังเสี่ยงต่อการติดเชื้ออีกด้วย

และนี่ก็คือวิธีการรักษาสิวหิน โดยการรักษาสิวหินควรเริ่มจากการปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะด้านก่อนเพราะการรักษาสิวหินไม่ได้เหมือนกับแพทย์อื่นทั่วไป ฉะนั้นก่อนการรักษาในแต่ละครั้งควรจะทำการศึกษาอย่างละเอียดให้รอบคอบเพื่อความปลอดภัยแก่ตัวของท่านเอง และจะทำให้ผิวกลับมาดี


การป้องกันไม่ให้เกิดสิวหิน

สำหรับหลายคนที่กังวลว่าจะเกิด สิวหิน การป้องกันอาจจะทำได้ยากเนื่องจากสาเหตุการเกิดไม่แน่ชัดแต่การรักษาเบื้องต้น หรือการป้องกันไม่ให้กระบวนการการผลัดเซลล์เป็นไปได้อย่างปกติทำให้อัตราการแบ่งเซลล์เป็นปกติลดความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอก และการทำงานของต่อมเหงื่อโดยท่านสามารถดูแล และป้องกันปัจจัยการกระตุ้นสิ่งแวดล้อม และสารเคมีด้วยวิธีการดังนี้

  • ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการทำให้ผิวระคายเคือง หรือเกิดการแพ้ในทุกกรณี
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเนื่องจากสิวหิน อาจจะเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานนั่นเอง
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว ผัก ผลไม้ เช่นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ และวิตามินอี
  • ทำความสะอาดผิวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้การผลัดเซลล์ผิว และการแบ่งตัวของเซลล์ผิวดำเนินไปตามปกติบางครั้งอาจจะใช้ครีมบำรุงที่เป็นกรดอ่อนร่วมด้วย เพื่อช่วยในการผลัดเซลล์ผิว
  • หากต่อมเหงื่อทำงานมากกว่าปกติอาจจะใช้โบท็อกร่วมด้วย เพื่อลดการทำงานของต่อมเหงื่อลดการเกิดสิวได้

และนี่ก็คือปัจจัยหลัก และแนวทางในการป้องกันเบื้องต้นสำหรับผู้ที่เป็นสิวหิน นี่ไม่ใช่ สิวอุดตัน แต่เป็นเนื้องอกชนิดนึง สามารถรักษาได้โดยการรักษาจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญดังนั้นเมื่อเกิดเป็นสิวหิน และต้องการรักษา ไม่ควรรักษาเองอย่างเด็ดขาดควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผิวหน้าของแต่ละบุคคลถ้าหากท่านรักษาเองก็อาจจะทำให้เกิดแผลเป็นตามมา หรืออาจจะติดเชื้อได้ หรือถ้าหากท่านใดที่ไม่สะดวกต่อการไปพบแพทย์สามารถพบแพทย์ออนไลน์ได้ที่ application skin x ที่สามารถสอบถามปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะที่รองรับการดาวน์โหลดทั้งในระบบ android และ iOS ไม่จำเป็นต้องเดินทางสะดวกต่อการใช้งาน และสามารถสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 220 ราย

Related Posts